หูฟัง ธรรมดา หูฟัง Monitor ต่างกันอย่างไร ?



รู้ไหมครับ ว่าหูฟังธรรมดา กับ หูฟัง Monitor นั้นต่างกันอย่างไร

และมีผลต่อการทำงานด้านเพลงไหม เรามาดูคำตอบกันครับ

1.การปรุงแต่งเสียง


หลายๆคนอาจจะยังไม่ทราบนะครับ ว่าหูฟังปกติทั่วไปที่ไว้ใช้ฟังเพลง เขาได้มีการปรุ่งแต่งเสียงมาจากโรงงานแล้วครับ ยิ่งเฉพาะบางรุ่น จะมีการ Boost ในส่วนของ Bass เพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังได้ความบรรเทิงเต็มรูปแบบ แต่สำหรับการทำเพลง หูฟังประเภทนี้ไม่สามารถใช้ได้ครับ เพราะมันจะทำให้การ Mix และ Mastering ผิดเพี้ยนได้ครับ


เพราะฉะนั้นการใช้หูฟังที่ดีของการทำเพลง ควรเป็นหูฟังรูปแบบ Monitor เพราะเป็นหูฟังที่ไม่มีการปรุงแต่งเสียง เสียงที่เราได้ยินจะ Flat ทำให้เราสามารถ Mix และ Mastering เติมแต่งส่วนที่คิดว่าน้อยไปหรือมากไปได้ครับ นี้คือเหตุผลข้อแรกเลยที่ควรเลือกใช้ หูฟัง Monitor ในการทำเพลง


2.รายละเอียดของเสียง


โดยปกติแล้วหูฟัง Monitor จะสามารถเก็บรายละเอียดได้มากกว่าหูฟังปกติครับ ยิ่งถ้าเป็นหูฟังที่มาราคาสูง คุณภาพของการรับย่านความถี่เสียงจะยิ่งกว้างครับ

ยกตัวอย่างเช่น 10Hz-20,000Hz ครับ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราสามารถแยกเสียงเครื่องดนตรีได้ชัดเจนกว่า หูฟังปกติแน่นอนครับ


3.ราคาของหูฟัง


ราคาของหูฟัง Monitor จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่า ตามคุณภาพและแบรนด์ด้วยครับ ยิ่งถ้าใช้คุณภาพสูงระดับ Professional จะต้องมี 10,000 บาทขึ้นไปแน่นอนครับ แต่หูฟังทั่วไปราคาจะค่อนข้างถูก มีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น นี้จึงอาจจะเป็นข้อเสียที่ทำให้หูฟัง Monitor นั้น สามารถจับต้องได้ยาก เพราะมีราคาที่แพงกว่า หูฟังธรรมดา ค่อนข้างสูงครับ แต่ถ้าพูดถึงการลงทุนแล้ว หูฟัง Monitor จะได้คุณภาพเสียงที่ดีกว่า และเหมาะกับการใช้งานทำเพลงมากกว่าครับ หรือพูดง่ายๆ "เจ็บแต่จบนะ"


4.รูปทรงของหูฟัง


โดยส่วนมากหูฟังที่เป็นลักษณะ Monitor ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นหูฟัง Full Close Back หรือเรียกภาษาไทยง่ายๆเลยก็คือ หูฟังแบบครอบทั้งหูครับ ที่เขาออกแบบและ Design มาแบบนี้เพราะเรื่องของประสิทธิภาพในการใช้งานด้วยครับ จึงต้องผลิตมาแบบนี้ แต่ถ้าเป็นหูฟังปกติทั่วไปจะถูกออกแบบมา

ให้ผู้ใช้งานนั้นเกิดความสะดวกสบายในการใช้มากยิ่งขึ้น อย่างเช่นหูฟังแบบ AirPods ไร้สาร หรือจะเป็นหูฟัง In Ear แบบถอดสายได้ ก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์และรุ่นด้วยครับ