top of page

ได้ DAW ดีก็เหมือนเจอเนื้อคู่


วันนี้เราจะมาแนะนำการเลือก DAW หรือโปรแกรมทำเพลงให้กับคนที่พึ่งเริ่มต้นทำเพลงกันครับ เพราะเลือก DAW ดีก็เหมือนเจอเนื้อคู่เลยนะฮ่ะ เราไปดูโปรแกรมที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้เลยครับ

1. LOGIC PRO X

Logic pro x เป็นโปรแกรมที่มีจุดเด่น ในเรื่องของ Interface UI ที่ใช้งานง่าย แถมยังมี Function Quick Answer ที่เพียงแค่นำ เม้าส์ไปวางที่จุดใดๆของโปรแกรม ก็จะมีคำอธิบายเด้งขึ้นมาให้อ่านรายละเอียดได้อีกด้วย ทำให้คนที่เป็นมือใหม่หัดทำเพลง สามารถอ่านได้อย่างสะดวกสบาย

มาพร้อมประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยม แต่จะต้องใช้ในระบบปฏิบัติการ Mac OS เท่านั้นครับ เพราะ Logic pro x ถูกคิดค้นด้วย Apple จึงทำให้การใช้ประสิทธิภาพของ Hardware และ Software ออกมาดีเยี่ยมครับ


Sound library กว่า 40gb ที่ให้มาสามารถใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม เทียบเท่ากับ Third party plugin เลยก็ว่าได้ครับ ไม่ว่าจะเป็นเสียง เครื่องดนตรีประเภทไหน ก็สามารถสร้างเพลงได้โดยไม่ต้องง้อ Plugin อื่นๆ

การใช้งาน Effect ต่างๆของ Logic pro x สามารถทำออกมาได้ดีมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการจำลอง Compressor หลากหลายประเภท อย่างเช่น Tube compressor, FET compressor, Digital compressor รวมไปถึง Reverb, Delay และ EQ ที่มีคุณภาพสูงจบงานเพลงระดับ Professional ได้เลยครับ

ส่วน highlight ของโปรแกรมนี้เลยนั้นก็คือ Comping mode ที่จะช่วยให้เราสามารถเลือกการอัดเสียง ที่ดีที่สุด นำมาทำเพลงหรือต่อยอดในงานของเราได้ครับ ไม่ว่าจะอัดเสียงกี่รอบ เราก็สามารถเลือก พาร์ทที่ดีที่สุดในแต่ละการอัดเสียง มารวมไว้เป็นอันเดียวได้อย่างง่ายได้ครับ

แต่อย่างที่บอกกันไปครับ ว่าจะต้องใช้บนอุปกรณ์ของ Apple เท่านั้น นี้อาจจะเป็น 1 ข้อเสีย แต่ถ้าใครมี Apple อยู่แล้ว ก็สามารถซื้อและใช้งานได้เลยครับ


เหมาะกับ : คนที่ชอบการอัดเสียงต่างๆ


2. FL STUDIO 20

FL studio 20 โปรแกรมทำเพลงยอดนิยมในบ้านเรา ที่สามารถใช้ได้ทั้ง Windows และ Mac OS ครับ หน้าต่าง Interface ของโปรแกรมนี้ สามารถใช้งานได้ง่าย เหมาะกับคนที่ชอบเคาะบีท หรือเป็น Beatmaker ครับ เพราะมันได้ถูกจำลองมาจาก Step sequencer หรือ Drum machine ลงสู่โปรแกรมทำเพลงครับ และบางคนก็ถึงกับบอกว่า มันสามารถใช้งานได้ง่ายกว่า Piano roll เลยทีเดียว Plugin ที่ให้มากับ FL Studio 20 ก็มีประสิทธิภาพสูงมากครับ อย่างเช่น Pitcher Plugin Pitch Correction ที่สามารถทำให้เสียงร้องนั้นตรงคีย์ได้ และยังมี Plugin Synthesizer คุณภาพสูงอย่าง Harmless, Harmor และ Sytrus ให้มาด้วยครับ

สีสันของโปรแกรมก็สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ใช้งานเลยครับ อยากให้ดูเรียบๆหรือสีจี๊ดจ๊าด ก็สามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการเลยครับ FL studio ยังเป็นโปรแกรมที่สามารถจ่ายเพียงแค่ครั้งเดียว ก็สามารถใช้งานโปรแกรมนี้ ได้ตลอดชีพครับ ซึ่งเวอร์ชั่นของ FL studio 20 ที่เราแนะนำจะเป็นเวอร์ชั่น Producer edition ครับ สามารถจบงานการทำเพลงได้ในโปรแกรมเดียว โดยไม่ต้องง้อ Third party Plugin หรือ Plugin จากค่ายอื่นเลยครับ

เหมาะกับ : คนที่ชอบการเขียน MIDI ต่างๆ การสร้าง Beat และการสร้าง Sound สังเคราะห์


3. ABLETON LIVE 11

โปรแกรมทำเพลงสาย Live performance ที่สามารถทำการตั้งค่าทุกอย่าง เพื่อให้เล่นในรูปแบบ Live performance ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่น Auto Quantize ที่ทำให้การอัดเสียงหรือเล่น Live Performance สามารถทำให้ตรงกับ Grid ได้อย่างอัตโนมัติ และยังสามารถตั้งได้ทั้ง Lighting system, Midi controller รวมไปถึงการใช้งาน Plug and play โดยที่เสียบอุปกรณ์ต่างๆก็สามารถใช้งานได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องติดตั้ง Driver ใดใด ทำให้สามารถเล่น Live Performance แบบ One Man Show ได้โดยไม่ต้องพึ่งใครครับ

หน้าต่าง Interface อาจจะดูซับซ้อนถ้าเปรียบเทียบกับโปรแกรมอื่นๆ อย่างเช่น Effect rack จะอยู่ทางด้านล่างของโปรแกรมทำเพลง แต่เราก็สามารถปรับในส่วนต่างๆได้อย่าง ง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น Time warp, Time stretching's, Transpose, และการทำ Buss ต่างๆครับ ยิ่งถ้าใครที่เป็นสาย EDM หรือสาย Dj จะต้องชอบโปรแกรมนี้แน่นอนครับ เพราะมันสามารถทำเพลงแนว Electronic ได้ดี เพราะ Effect plugin ที่ให้มานั้นมีคุณภาพสูง พร้อมทั้งยังสามารถทำ Edit mashup ได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพครับ ใครที่เป็นสายนี้ ต้องลองใช้ Ableton live 11 ดูครับ

เหมาะกับ : คนที่ชอบเล่น Live performance หรือใช้งาน Midi keyboard และ Controller



4. CUBASE 12

โปรแกรมที่ 4 ที่เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ นั้นก็คือ Cubase 12 ครับ เป็นอีก 1 โปรแกรมทำเพลงที่ได้รับความนิยมในประเทศเราไม่แพ้กับ FL studio เลยครับ โดยเฉพาะเวอร์ชั่น 5 ที่ยังมีคนใช้อยู่ค่อนข้างเยอะ "แต่เราแนะนำเป็นเวอร์ชั่น 12" นะครับ ด้วยเหตุผลอย่างแรกเลยนั้นก็คือ เป็นโปรแกรมที่กิน Spec computer น้อย ใครที่มี Computer ไม่แรงสามารถใช้โปรแกรมนี้ได้ ประหยัด CPU และใช้ Ram เพียงแค่ 4gb ก็สามารถใช้งานได้เลย

ส่วน Features ที่ถือว่าเป็น Highlight ของโปรแกรมนี้เลย นั้นก็คือ Slice mode ที่สามารถนำเสียง Loop หรือ Vocal ต่างๆ นำมาใส่ใน Sampler track เมื่อกด Slice มันจะทำการหั่นทุกอย่างให้อัตโนมัติทันทีครับ และยังสามารถนำสิ่งที่ถูกหั่นไปต่อยอดในการทำเพลง หรือจะนำเสียงไปลงสู่ Midi keyboard ก็ได้เช่นกันครับ ทำให้คนที่ใช้ Loop sample ในการทำเพลง สามารถนำไปต่อยอดได้ง่ายขึ้น และสะดวกขึ้นครับ

สำหรับใครที่ไม่เก่งในเรื่องของทฤษฎีดนตรี โปแกรมนี้ ช่วยได้แน่นอนกับฟังก์ชั่น Scale Assistant ที่ทำให้เราเล่นตัวโน้ต 1 ตัว ก็สามารถเล่นเป็น Scale ได้เลยครับ ทำให้คนที่ไม่มีความรู้ด้านนี้ สามารถสร้าง Chord progression สร้าง Melody ต่างๆได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรีเยอะครับ

ส่วนใครที่เป็นสายเขียนโน้ต ก็สามารถใช้ฟังก์ชั่น Score editor ได้ ไม่ว่าจะเป็นเขียน Scale หรือเขียนโน้ตโปรแกรมจะคอยช่วยให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นครับ ในส่วนของ Effect plugin ก็สามารถทำออกมาได้ดีไม่แพ้กับโปรแกรมอื่น อย่างเช่น Frequency 2 กับ plugin EQ ที่สามารถใช้งานได้แบบ EQ plugin ชื่อดังอย่าง FabFilter Pro-Q3 เลยครับ เพราะมันสามารถปรับ Band ได้ถึง 8 bands และยังสามารถใช้งานในรูปแบบ Dynamic EQ ได้อีกด้วยครับ

เหมาะกับ : คนที่ชอบทำเพลงโดยใช้เครื่องดนตรีจริงๆในการอัดเสียงทำเพลง


5. PRO TOOLS

โปรแกรมสุดท้ายที่้เราจะมาแนะนำกันในวันนี้ นั้นก็คือ Pro tools ครับ เป็นอีก 1 โปรแกรมที่จำลองการใช้งานต่างๆในรูปแบบ Analog mixing console ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง Interface ที่ออกแบบใช้งานให้เหมือน Analog จึงทำให้เป็นที่นิยมสำหรับคนที่มีอายุและคนที่ชอบใช้ Analog console ครับ เครื่องมือใช้งาน เหมาะสำหรับการ Editing ต่างๆ ทำให้ดูไม่ซับซ้อนด้วย Smart tools ที่นำเครื่องมือที่ใช้ในการทำเพลงต่างๆ มารวมไว้อยู่ที่เดียวกัน รวมไปถึงการ Mixing ที่ทำงานได้เหมือนกับ Analog console ครับ

การอัดเสียงต่างๆ โปรแกรมนี้ก็สามารถทำออกมาได้ดีครับ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อ Midi keyboard และสามารถ Edit เสียงต่างๆได้อย่างสะดวกสบาย ถึงแม้ว่าหน้าตาโปรแกรม อาจจะดูโบราณไปหน่อย แต่ฟังก์ชั่นการใช้งาน และ Plugin ต่างๆที่อยู่ในโปรแกรม ก็สามารถทำได้ดีเลยทีเดียวครับ พูดง่ายๆ โปรแกรมนี้ ดูเก่า แต่เก๋านั้นเองครับ

เหมาะกับ : คนที่ชอบการ Mixing ในรูปแบบ Analog console และผู้ที่ชื่นชอบการ Edit เสียงต่างๆ


นี้ก็คือ 5 DAW ที่เรามาแนะนำกันในวันนี้ครับ แต่ละโปรแกรมก็จะมีเอกลักษณ์จุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ใครถนัดเแบบไหน ก็ใช้แบบนั้นครับ เพราะการเลือก DAW ดีก็เหมือนเจอเนื้อคู่ที่ดีนั้นเองครับ

ใครที่อยากใช้โปรแกรม Logic pro x และ FL studio 20 ทางเรามีคอร์สเรียนจัดเต็มตั้งแต่การใช้งานเบื้องต้น การทำความรู้จักกับเครื่องมือต่างๆในแต่ละโปรแกรมทำเพลง ลองมาสมัครดูครับ และคุณจะใช้โปรแกรมทำเพลงได้อย่างมือโปรแน่นอน !!!

Youtube : Tong Apollo Instagram : classabytongapollo Facebook : สอนทำเพลงออนไลน์ Class A by Tong Apollo TikTok : Class A by Tong Apollo



Comentarios


bottom of page