5 กฎเหล็กของการใช้ REVERB


Reverb เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการทำเพลงชิ้นสำคัญเลยก็ว่าได้ครับ เพราะมันสามารถใส่ได้ทุกเครื่องดนตรีรวมไปถึงเสียงร้องต่างๆ สามารถใช้แต่งเสียงให้มีมิติและทำให้เพลงเราดูมีอะไรขึ้นทันที แต่การใส่ Reverb นั้นก็ต้องใช้อย่างถูกต้องนะครับ ไม่นั้นเพลงเราจากเพลงที่รุ่งๆ

จะกลายเป็นรั่วทันที ซึ่งเรามีกฎเหล็ก 5 ข้อด้วยกัน ซึ่งมีอะไรบ้างเราไปดูกันทีละข้อเลยครับ

1.เราจำเป็นต้องใช้ Reverb ไหม


เป็นคำถามที่เราควรตั้งก่อนใส่ Reverb Effect นะครับ ว่าเราควรใส่ Reverb ไหมและควรใส่ Reverb ประเภทไหน เพราะการใส่ Reverb นั้นควรเลือกใส่และใช้งานอย่างถูกต้อง ซึ่งในกรณีนี้เราสามารถใช้การฟังเพลงที่เราชื่นชอบ หรือหาเพลงที่เป็น Reference ดูครับ ว่าเขาใช้งานกันอย่างไร ใส่แบบไหน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีหรือเสียงร้อง ส่วนใครที่อยากเจาะลึกประเภทของ Reverb ต่างๆสามารถไปย้อนดู Class A EP.79

ได้เลยนะครับ มีบอกหมดเลยไม่ว่าจะเป็น Reverb ประเภทไหนครับ


2.อย่าใส่ Reverb มากไป


การใส่ Reverb ให้กับเสียงหรือเครื่องดนตรี ทำให้เพลงของเรานั้นดูมีมิติมากขึ้น แต่ถ้าเราใส่มากไปสิ่งแรกที่จะเกิดเลยก็คือ เสียงจะพล่ามัว ฟังยากและดูไม่ชัด สิ่งที่จะตามต่อมาเลยก็คือความก้องของเสียงนั้นมากไปจะทำให้เราเหมือนอยู่ในท่อนํ้าทิ้งและเสียงจะฟังไม่ชัดครับ เพราะฉะนั้นควรใส่ Reverb ให้พอเหมาะทั้งเครื่องดนตรีและเสียงร้องของเรา ไม่นั้นชิ้นงานของเราจะดูดรอปลงไปทันทีครับ


3.ใส่ Reverb ได้มากกว่า 2-3 Reverb


การแต่งเสียงร้อง แต่ละคนก็จะมีเทคนิคแตกต่างกันออกไป ซึ่งวันนี้เรามีอีกหนึ่งเทคนิคมาบอกกันครับในส่วนของการใส่ Reverb ยกตัวอย่างจากเสียงร้องที่มาแห้งๆเลย ก็จะดูไม่มีมิติใช่ไหมครับ เราก็ใส่ Room Reverb ไปก่อนเพื่อให้เสียงนั้นมีความลึก หลังจากนั้นให้เราใส่ Plate Reverb ลงไป

เพื่อให้ได้หางเสียงที่ยาวและสวยขึ้น ลองทำการปรับสอง Reverb นี้ให้พอดีดูก่อนครับ เมื่อได้เสียงที่มีมิติและหางเสียงที่ยาวสวยขึ้น ลองใส่ Spring Reverb เพิ่มลงไปอีกตัวดูครับ

เพราะ Spring Reverb จะทำให้บรรยากาศของเสียงและโทนของเสียงนั้นสว่างและใสขึ้น นี้ก็คือเทคนิคที่สามารถใส่ Reverb ได้มากกว่า 1 ประเภทในเสียงเดียวกันครับ


เราสามารถใช้ประโยชน์ของแต่ละประเภท Reverb เพื่อมาแต่งเสียงร้องของเราให้ดูมีอะไรมากขึ้นได้อีกด้วยครับ **แต่ต้องบอกว่าขั้นตอนนี้ก็ต้องใช้ประสบการ์ณในการปรับนะครับ**

เพราะถ้ามันทับเยอะไป หรือ Decay มันเยอะไปก็อาจจะทำให้ต้องมาแก้กันหลายจุดครับและเสียเวลาในการทำงานได้มากขึ้นครับ